ถ้วยบู้บี้

Friday, June 12, 2009

เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2552
ทางบริษัทได้จัดการแข่งขันโบลิ่งกระชับมิตร
สาวๆ Project Co อย่างพวกเราไม่พลาด
ลงแข่งขันด้วย น้องหน่อย ของเราออกความเห็นว่า
ควรมีเสื้อทีม จัดไป "อะไร ๆ ก็กู"
สงสารก็แต่พี่ณี แต่เพื่อทีม พี่ท่านไม่ปฏิเสธอยู่แว้ว

เมื่อถึงเวลาเข่งขันเมามันมาก
เลนส์ของเราไม่เงียบเหงา เสียงเชียร์ดังกว่าใคร
จบสามเกมส์ ผลการแข่งขัน ซึ่งเราก็ไม่หวังอยู่แล้วล่ะ
แต่ปรากฎว่า เราได้ถ้วยด้วยแฮะ เงินรางวัลอีกต่างหาก
รางวัลก็เท่ากับทีมชนะเลิศ โห ! ทำไปได้
ถึงแม้ว่า จะเป็นถ้วยรองโหล่ก็เถอะนะ




สวยๆ ทั้งนั้น


นอกจากสวยแล้วยัง..........ด้วย
หัวหน้าเดียวกัน Project Co กับ R&D



รับถ้วย

นางทาส!!!!!!!!!!
ลูกพี่ฉานนนนนน

Ubud

Tuesday, June 9, 2009

เช้าวันที่สองในบาหลี ตื่นกันมาก็แปดโมงแว้ว
ตั้งใจว่าจะไปดูเต้นบารองแถวๆ โรงแรม แต่คาดว่าคงไม่ทัน
ไปเช็คเอาท์ เพื่อเดินทางกันต่อเถอะ
เมื่อไปถึงเคาท์เตอร์ ก็มีคนขับรถมารอรับอยู่แล้ว
ซึ่งเป็นพี่ของประชาสัมพันธ์ มาที่นี้แค่ปรึกษาท่านก็จะได้มาซึ่งบริการนั้นทันที
ตอนแรกเราก็นึกว่าเราโดนเอาเปรียบไม่มีทางเลือกให้เรา
แต่ถ้าคิดอึกแง่นึง เงินก็ไม่ได้มากมายอะไร
เค้าได้ไปใช้จ่ายเลี้ยงครอบครัว มันช่างสุขใจจริงๆ
เราตกลงค่าเดินทางไป อุบูด ราคม 300 000 รูปี ค่อนข้างแพงไปหน่อย
ระหว่างทางแวะกินอาหารพื้นเมือง Babi Kuring ข้าวกับทุกส่วนของหมู
ริมทางมีทุ่งข้าวสลับกับ gallary มันช่างเป็นความแตกต่างที่กลมกลืนเสียนี่กระไร
ใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมงเราก็มาถึง อุบูด เรียบร้อยโรงเรียนบาหลี เ
ราได้พักที่ Nick's home stay สวยมาก อลังการขอบอก
วัสดุก่อสร้างเรียบๆ ง่ายๆ แต่ออกมาดุดีแฮะ จัดสวนสวยทีเดียว
เมื่อนำของมาเก็บ สองหนุ่มสาวไม่รอช้า ตระเวณสำรวจ อุบูด ณ บัดนี้
เริ่มต้นที่ Monkey Forest ไปดูลิงที่ต้องจ่ายตังค์ค่าเข้าคนละ 50 000 รูปี
จากนั้นเราก็พากันเดินรอบเมือง สวยดี จัดเป็นระเบียบ
แต่ผู้คนก็ต้องการให้เราใช้บริการ Taxi
ถามไถ่ตลอดทาง ว่าต้องการ Taxi หรือเปล่า ถ้าต้องการก็เรียกไปนานแล้ว
ผ่านโรงละคร เราซื้อตั๋วเพื่อดูรำคืนนี้ แต่ไม่ใช่บารอง
ที่นี่มีรำทุกคืน มีตารางบอกไว้ด้วย
เดินต่อไปเรื่อยๆ ผ่านจุดนักท่องเที่ยว
ทำให้เราซื้อทัวร์สำหรับพรุ่งนี้ คนละ 180 000 รูปี
เดินเล่นไปจนถึงพิพิธภัณฑ์ เสียค่าเข้าคนละประมาณ 100 บาท
เป็นศิลปะภาพวาดที่ดุดัน คล้ายคลึงกันไปซะหมด ไม่ค่อยได้ไอเดียเท่าไร
ใช้เวลาเกือบชั่วโมงครึ่ง ออกมาแถวๆ ตลาดอุบูด ชอบรูปวาดบารอง
รูปเล็กนิดเดียว 500 บาทแน่ะ แต่สามารถต่อรองเหลือแค่ ร้อยกว่าบาท
ฝนตกอีกแล้ว กลับที่พักเพื่ออาบน้ำมารอดูรำ
รำเริ่ม 2 ทุ่ม ตื่นตาตื่นใจดี แต่น่ากลัวไปหน่อย
ต่อจากรำ เราก็ไปดินเนอร์กัน เดินไปเรื่อยๆ เห็นร้าน Kafe Suri
บรรยากาศดี อาหารอร่อย มีเน็ตให้เล่นด้วย
อิ่มอาหาร อิ่มบรรยากาศ กลับที่พักนอน เกือบสี่ทุ่มแล้ว




























First Day in Bali (Denpasar and Kuta)

Sunday, May 24, 2009

เดินทางเช้าวันจันทร์ที่ 4 พ.ค. คืนวันอาทิตย์ไม่หลับไม่นอนกัน
กลัวว่าจะตื่นไม่ทัน โทรเรียกแท๊กซี่มารับหน้าบ้านตอนตีสามกว่าๆ
ไปถึงสุวรรณภูมิ ตีสี่ครึ่ง เคาท์เตอร์ Air asia เปิดเช็คอินแว้ว
นั่งๆ นอนๆ หลับตาไป สี่ชั่วโมง ถึงแล้ว Bali หาดสวรรค์ (หรือเปล่า?)

อันดับแรกต้องนำสัมภาระไปเก็บที่โรงแรมก่อน ใช้บริการ Taxi ของสนามบิน
จ่ายไป 70 000Rp หรือประมาณ 200 กว่าบาท ถือว่าแพงพอสมควร
เพราะระยะทางไปโรงแรมประมาณ 4o กิโลเมตรเอง ถึงแล้วโรงแรมที่เราจองไว้
ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าเป็นไง เนื่องจากจองทางอินเตอร์เน็ตเห็นว่าสวยและถูก
ที่สำคัญวันแรกยังไงก็ต้องมีฐานที่มั่นก่อนล่ะ โรงแรมที่เราเลือกติดถนนใหญ่
ออกแนวสัมมนามากกว่ามาพักผ่อน ทำไงได้ล่ะ จองมาแล้วนี่นาแต่ก็สวยนะ

ตอนแรกกะว่าจะนอนเอาแรงสักตื่นแล้วค่อยไปท่องเที่ยว แต่นายอาร์ตตื่นตา
นอนไม่หลับเอาซะแล้ว ไปก็ไป เดี๋ยวค่อยกลับมานอนที่เมืองไทยก็ได้
ว่าแล้ว สองหนุ่มสาวชาวไทยก็เช่ามอไซค์ของโรงแรมซึ่งก็น่าจะเป็นของพนักงาน
เมืองท่องเที่ยวจริงๆ หากินกะนักท่องเที่ยวไปตามท้องถนนจะมีผู้คนรอคอยให้บริการ
(หรือทำให้รำคาญกันแน่??) เป็นการให้บริการที่น่ากลัวมากกว่า
ขอบอกว่านักท่องเที่ยวเค้ากลัวและรำคาญ แต่ที่เมืองไทยก็มีเหมือนกันล่ะนะ

กลับมาเข้าเรื่องของการท่องเที่ยวต่อดีกว่า หลังจากได้มอไซค์
เราก็แปลงร่างเป็นเด็กแว้นกันทันที หาข้าวกินกันก่อนเลย บ่ายสองแล้วยังไม่ได้กินไรเลย
เราจะไปตามหาร้านในหนังสือกัน ปรากฎว่าหลง หลง แล้วก็หลงอีก ถนนป้ายก็ไม่มี
ถามใครก็พูดภาษาปะกิตไม่ได้กัน วนไปวนมาจนถึงหาดคูต้า
สุดท้ายก็กินก๋วยเตี๋ยวในร้านอาหารจีน กรรม! ท้องอิ่ม ชีพจรลงเท้าครับ
ไปพิพิธภัณฑ์กันดีกว่า มีตั้งหลายที่ แต่ก็ไปไม่ถึงสักที ที่ไปถึงก็ปิด
ก็ปาเข้าไปเกือบห้าโมงเย็นแล้วนี่นา มาเลยครับลุงคนนึงตรงดิ่งเข้ามาเลย
เราก็นึกว่าน้ำใจงามพาชมวัดข้างๆ พิพธภัณฑ์ที่ปิด พาวนไปวนมา
พูดแต่เรื่องซ้ำๆ เราก็อยากจะถ่ายรูปกัน แกก็พาเดินอยู่นั่นแหละ
จบภารกิจด้วยการโขกสับค่าพาชมกับค่าผ้าคาดเอว เราอุตส่าห์เตรียมผ้าถุงไปเอง
โดนไปเกือบ 100 000 Rp ซึ้งใจจริงๆ กลับโรงแรมกันดีกว่า

หิวอีกแล้ว 1ทุ่มแล้วหรือนี่ อาบน้ำออกไปหา อาหารพื้นเมืองกินดีกว่า
ก่อนออกถามข้อมูลร้านอาหาร ผับต่างๆ จากโรงแรม เค้าก็ใจดี
บอกมาตั้งหลายร้าน แต่ที่นี้เค้าบอกระยะทางกันแปลกดี ไม่ได้บอกเป็น กิโลเมตร
เค้ากลับบอกระยะทางเป็นนาที งง ป่ะล่ะ งง เลย ขี่ไปประมาณห้านาทีก็จะเจอร้าน
ว่าแต่เค้าจะรู้ได้ไงว่าเราใช้ความเร็วเท่าไรหว่า? ทุกคนใช้เวลาแค่ห้านาทีเท่ากันจริงๆ เหรอ?

สุดท้ายเราก็หาผับหรือร้านอาหารที่เค้าแนะนำไม่เจอ วี่แววแห่งการหลงทางมาอีกครั้ง
เผอิญแอบเห็นร้านข้างทาง เราเลยต้องยุติการเดินทางและแวะกินร้านนี้
ข้าวกับไก่ทอด อร่อยมากแต่ต้องกินด้วยมือ มื้อนี้หมดไป 70 000Rp
กลับโรงแรม สามทุ่มกว่า หลับเป็นตาย หมดไปหนึ่งวันในบาหลี




บรรยากาศตอนตีห้า ที่สุวรรณภูมิ

Yani Hotel



ล้าน รูเปีย


อาหารมื้อแรก ในบาหลี

Kuta Beach


Kuta Beach with cool guy


Shadow of Love


ลุงไกค์ถ่ายให้ ค่าถ่ายรูปแพงจัง


สะก๊อย in Bali



ขี่รถหลงไปอ่ะ....โรงละครสวยดี


อาหารค่ำ













รถไฟ....ฟรี

Monday, April 27, 2009

อากาศร้อนจนไม่อยากจะทำไรเลย
อารมณ์คนรอบๆ ตัวก็น่ากลัวชะมัด
เมื่อวันก่อนนายอาร์ตไปสอบ เราก็เลย
ต้องหาทางไปเรียนที่ลาดกระบังเอง
นึกได้ลาดกระบังมีรถไฟผ่านนี่นา
ตรงมาที่หัวลำโพงเลยครับ
งึกๆๆงักๆๆ อยู่ จะซื้อตั๋วได้ที่ไหนนะ???
ถามประชาสัมพันธ์ เค้าก็น่ารักนะ ตอบรวดเร็ว เป็นกันเองดี
เข้าแถวต่อคิว พอถึงคิวเรา บอกจุดหมายปลายทาง
เจ้าหน้าที่เค้าก็พิมพ์ตั๋วออกมาให้.....
เราก็ถามเลย เท่าไรค่ะ???
ฟรีค่ะ
เชยจริงๆเรา.........แต่ก็สามารถได้ขึ้นรถไฟฟรีนะ
ครั้งหนึ่งเราก็เคยได้ขึ้นรถไฟฟรี....อิอิ

แต่ว่าช้าไปหน่อย ชั่วโมงเกือบครึ่งกว่าจะถึงลาดกระบัง
ถึงก็ชั่ง ไม่ถึงก็ชั่ง!!!!!!!








ก๋วยเตี๋ยวปากหม้อ

Sunday, April 12, 2009

วันนี้เป็นวันก่อนสงกรานต์หนึ่งวัน
เพิ่งกลับมาจากบ้านสามีที่แปดริ้ว
ก็เลยเพิ่งนึกออกว่า....เมื่อต้นเดือน
ได้ไปกินก๋วยเตี๋ยวปากหม้อที่บางคล้า
กับ เสี่ยโอ๋ และน้องแพรวมานั่นเอง

จะไม่นำเสนอก็กระไรอยู่
ถือได้ว่าเป็นการกินที่ต้องตื่นตระหนกอยู่ตลอดเวลา
ตั้งแต่เห็นร้าน ก็ว่าทำไมต้องนั่งเก้าอี้ตัวน้อย
เหตุผลก็คือ เค้าจะเสริฟน้ำซุปที่เราต้องการ
มีสามน้ำด้วยกัน ไก่ หมู และ ลูกชิ้น
เมื่อเราได้ซุปตามที่เราออเดอร์ไปแว้ว
ก็จะมีการเวียนใส่ตัวข้าวเกรียบปากหม้อ
ซึ่งจะมีแม่ค้าเป็นศูนย์กลาง ดังนั้นเราจึง
ต้องนั่งเก้าอี้ตัวน้อย เพื่อสร้างความใกล้ชิดกับแม่ค้า
แม่ค้าจะทำข้าวเกรียบปากหม้อไปทุกๆ คน
เป็นรอบๆ ไป มีหลายไส้ให้เลือกสรร
ช่วงที่ไม้พายจะนำพาตัวข้าวเกรียบมาเนี่ย
ตื่นเต้นมาก กลัวหล่น กลัวจะโดนหน้าด้วย
(คนทำโหดซะด้วย...อิอิ)
รสชาติก็ใช้ได้ แต่กรรมวิธีนี่สิ ประทับใจสุดๆ
ที่สำคัญ คนขายจำได้ไงนะ ว่าชามไหน
กินข้าวเกรียบปากหม้อไปกี่ตัว

น้ำซุปชามละ ยี่สิบห้าบาท
ข้าวเกรียบปากหม้อ สองตัว ห้าบาท
มื้อนี้ สี่ท่าน เสียทรัพย์ไป สองร้อยห้าสิบ
รวม โค้กด้วย สี่ขวดจ้า.........

ปล.ทำไมเรียกข้าวเกรียบหว่า???
ไม่เห็นจะกรอบซะหน่อย
















ปราสาทหินพนมรุ้ง

Thursday, March 12, 2009

ความเดิมจากตอนที่แล้ว
ลืมไปหนึ่งวันคือวันอาทิตย์ วันนี้มี 2 งานเลย
งานหนึ่งเพื่อนเฟืองตอนเรียน ปวส. ซี้กัน
อีกงานเป็นลูกน้องอาร์ตที่บุรีรัมย์
งานเพื่อนเฟืองมีจัดอีกครั้งวันที่ 28
เราก็เลยตัดสินใจไปงานแต่งงานลูกน้องอาร์ต

เมื่อมาถึงเมืองบุรีรัมย์ จะไม่ไปปราสาทหินพนมรุ้งก็กระไรอยู่
พวกเราจึงนำท่านเข้าสู่...ปราสาทหินพนมรุ้ง ณ บัดนี้

ปล.ขอบคุณนายอาร์ตมา ณ ที่นี้ที่ได้พาเฟืองเที่ยวซะคุ้มเลย






เอาไมเคิลแจ๊คสันคืนไป....เอาพระนาราย์คืนมา
ยืนจนเมื่อยกว่าจะไม่มีคน
คนนี้รอนานกว่าอีก

บอกว่าให้ทำซึ้ง....แล้วดูเค้าทำจิ

เอ้....ของจริงป่าวหว่า???
ของจริงสิ...ของดีด้วย

เร็วจิ........ร้อน


ภาพนี้เสี่ยงกล้องหายมาก

โคราช

Monday, March 9, 2009

เมื่อวันหยุดที่ผ่านมาไป ทริป งานแต่งงาน
ฤกษ์ดีกันจริงๆ แต่งกันตั้งแต่วันศุกร์ – วันอาทิตย์เลย
ประเดิมด้วยงานแต่งงานผู้กองเนตรที่โคราช
หนุกหนานเป็นที่สุด.....โดยเฉพาะหมอลำซิ่ง
นายอาร์ตของเราเนี่ย ออกนอกพื้นที่หน่อยเป็นไม่ได้
ทำเป็นลืมว่าเป็นผู้กอง....เด๊นซ์เป็นเด็กเมากาวไปเลย
เสียดายไม่มีรูปถ่ายหรือคลิปมาให้ดู...ไว้โอกาสหน้าล่ะกัน
แต่ถ้านึกถึงแย้.......ใช่เลย แย้หิวข้าวอ่ะ

ต่อด้วยเช้าวันเสาร์งานผู้กองอัง........
งานนี้ติดกับดักผู้กองฟลุ๊ค......ติดลมครับพี่น้อง
ผู้กองฟลุ๊กติดลมไม่ยอมกลับ ใช้ชีวิตด้วยกันทั้งวัน
ไปกินต่อร้านที่มีคนแนะนำมา “ส้มตำพันล้าน”
กว่าจะหาเจอเกือบไปเยี่ยมญาติที่โรงพยาบาลซะแว้ว
แต่จริงๆแล้ว ขอแนะนำร้าน “ไก่ย่างนายเมือง ส้มตำสะดิ้ง”
อาหารอร่อยพอๆ กัน แต่ความสะอาดและบริการ แถมด้วยบรรยากาศร้าน
ต้องยกให้ “ไก่ย่างนายเมือง ส้มตำสะดิ้ง” (ไม่รู้จำชื่อผิดหรือเปล่า)
รูปก็ไม่ได้ถ่ายมาให้ดู ตอนนี้มีแต่กล้องตัวใหญ่ขี้เกียจพก
คราวหน้าต้องพกกล้องตัวเล็กไปด้วย พลาดไปหลายช๊อตเหมือนกัน

สุดท้าย ไปโคราชทั้งที ต้องไปกราบเท้าย่าโม
ประทับใจสุดๆ รถติดเป็นกิโล
ตำรวจเต็มไปหมดเลย.......ม๊อบครับม๊อบ
เสื้อแดงเต็มไปหมดเลย รวมแล้ว 20 คนเห็นจะได้
ตำรวจเป็นร้อย กลับบ้านดีกว่ามั๊ยค่ะ....เฮ้ย!!!!